อังคาร. ก.ย. 21st, 2021

ช่วงนี้มีคลิปตัวหนึ่งที่โลกออนไลน์กำลังสนใจ นั่นคือคลิป “ไอ้หนุ่มหมัดไม่เมา” หนังโฆษณาตัวใหม่จาก สสส. ที่รีเมกจากหนังดังในอดีต ซึ่งกระแสของคลิปนี้ทำให้คนพากันนึกถึง “เฉินหลง” ดารานำจากเวอร์ชันต้นฉบับ ดังนั้นวันนี้เราขอชวนทุกคนไปฟังเรื่องราวชีวิตในจอและนอกจอของดาราผู้นี้ให้หายคิดถึง รับรองว่า จะได้ข้อคิดอะไรดีๆ แน่นอน

เฉินหลง เป็นหนึ่งในนักแสดงภาพยนตร์ชาวต่างชาติที่คนไทยคุ้นเคย จนอาจเรียกว่ารู้สึกใกล้ชิดก็ว่าได้ ทั้งในแง่ประวัติส่วนตัวของเฉินหลงที่ตอนอายุ 9 ขวบเคยอาศัยอยู่ที่เยาวราชนานกว่า 2 ปี และระหว่างนั้นได้เรียนมวยไทยกับคุณลุงขาเป๋คนหนึ่งซึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็นครูมวยคนแรกของเฉินหลง และในแง่ผลงานของเฉินหลงที่เข้ามาสร้างความบันเทิงให้คนไทยมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ Master With Cracked Fingers (1971) มังกรหมัดเทวดา รวมไปถึงภาพยนตร์ตระกูล “ฟัด” กับ “ใหญ่” ที่คนไทยแค่ได้ยินชื่อก็รับประกันความสนุก

แต่ถ้าพูดถึงผลงานที่ทำให้คนไทยรู้จักเฉินหลงอย่างกว้างขวาง ต้องยกให้ Drunken Master (1978) หรือในชื่อไทยคือ “ไอ้หนุ่มหมัดไม่เมา” ที่เฉินหลงได้แสดงลีลากังฟู ผสมกับบทบาทตลกหน้าทะเล้น จนต้องต่อยอดความสำเร็จในภาคสองในปี 1991 ผลงานภาพยนตร์ของเฉินหลงเป็นที่รู้กันว่า จะต้องมีฉากแอคชั่นแบบเล่นจริงเจ็บจริง จนกลายเป็นธรรมเนียมของหนังเฉินหลงที่ตอนจบของเรื่องจะนำภาพเบื้องหลังการถ่ายทำที่ผิดคิวอย่างน่าหวาดเสียวของเฉินหลงมาให้ดู

ความทุ่มเทอย่างจริงจังของนักแสดงผู้นี้ทำให้ผลงานของเขาโด่งดังจากฟากตะวันออกไปสู่ฟากตะวันตกของโลก จนเฉินหลงมีโอกาสก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดได้ในที่สุด โดยเฉพาะกับหนังไตรภาคอย่าง Rush Hour คู่ใหญ่ฟัดเต็มสปีดที่ทำรายได้ถล่มทลาย จนในปี 2016 เฉินหลงถูกจัดให้เป็นนักแสดงชายที่มีรายได้มากที่สุดเป็นอันดับสองของโลกอย่างไรก็ตามเบื้องหลังความสำเร็จของนักแสดงท่าทางอารมณ์ดีคนนี้ น้อยคนจะรู้ถึงด้านมืดและความโศกเศร้าของเขา จนกระทั่งเฉินหลงได้ออกมาเล่าถึงชีวิตของตัวเองผ่านหนังสือชื่อ Never Grow Up

ในหนังสือเล่มนี้ได้เล่าถึงพฤติกรรมหลายอย่างที่จนถึงวันนี้เจ้าตัวก็ไม่อยากให้อภัย ไม่ว่าจะเป็น การไม่ยอมเรียนหนังสือ ติดการพนัน การนอกใจคนรักหลายต่อหลายครั้ง รวมไปถึงพฤติกรรมการดื่มเหล้าที่ส่งผลต่อการทำงานและครอบครัว ดังที่เฉินหลงได้เล่าไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า

“เงินที่หามาได้หมดไปกับการพนัน ผู้หญิง และการดื่ม สมัยนั้นผมออกไปดื่มทุกคืน จนมันเริ่มทำลายความเป็นมืออาชีพของผม ถ้ากองถ่ายนัดตอน 7 โมงเช้า ผมจะไปถึงเที่ยงแบบไร้ชีวิตชีวา โดยสวมแว่นตาดำไว้ เพื่อปกปิดสีหน้าสีตาอิดโรยจากการดื่ม นอกจากนี้ผมยังดื่มแล้วขับรถซิ่งไปทั่วไม่ว่าจะในเวลากลางวันหรือกลางคืน ตอนนั้นผมอาจขับไปชนอะไรก็ได้ทั้งนั้น…”

อ่านต่อ

By Kaelyn

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *