เสาร์. พ.ย. 27th, 2021

ญาติคนไข้แฉ รพ. ปล่อยผู้ติดโควิด-19 ไอตลอดเวลา นอนรักษาตัวห้องผู้ป่วยรวมชาวเน็ตเสียงแตก เป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่หรือผู้ป่วยปกปิดข้อมูล

(31 ต.ค.64) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ “อยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทิร์น part 1” ได้โพสต์รูปภาพ เตียงผู้ป่วยโควิดที่เข้ามานอนรักษาตัว ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง พร้อมระบุข้อความว่า “ ณ.รพ.แห่งหนึ่งใน จว.เพชรบูรณ์ คัดกรอง คัดแยก ผู้ป่วยโควิดพลาด หรืออย่างไร

โดยเจ้าของเรื่องราวระบุว่า “อยากขอความช่วยเหลือคือพาแม่มารักษาตัวใน โรงพยาบาลแห่งหนึ่งด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือดจนใกล้หายดีและเกือบจะได้กลับบ้านแล้วแต่จู่ๆคืนนึงมีการรับผู้ป่วยใหม่เข้ามากลางดึกด้วยอาการไอท้องเสียหายใจเองลำบากต้องใส่ออกซิเจนช่วยตลอดก็ไม่คิดอะไร คิดว่ามีการผ่านมาตรการตรวจคัดกรองโควิดมาแล้ว เพราะแม่ที่ป่วยมีอาการไอบ้างเล็กน้อยยังต้องตรวจก่อนเลย

จนผ่านไปสัก 2-3 ชม. มีการย้ายผู้ป่วยคนนี้ออกไปห้องแยกและมาแจ้งญาติกับผู้ป่วยทุกคนในห้องว่าเมียคนที่เพิ่งเข้ามาเป็นโควิดขอให้ทุกคนอย่าเพิ่งไปไหนรอผลตรวจโควิดของผู้ป่วยคนเมื่อคืนออกก่อนประเด็นคือลุงไม่ได้ใส่แมสก์เพราะต้องใส่ออกซิเจนและมีการไอค่อนข้างมากตลอดเวลาที่อยู่ในห้องพักรวมเตียงที่นอนถูกจัดเบียดชิดใกล้กันมากจนไม่นึกถึงความปลอดภัย

และสุดท้ายผลตรวจของลุงออกมาว่าเป็นพร้อมกับการเสียชีวิตของลุงลุงป่วยเป็นโควิดพวกเราทุกคนในห้องกลายเป็นคนที่มีความเสี่ยงสูงทันทีทั้งคนแก่เด็กเล็กคำถามคือกรณีนี้โรงพยาบาลปล่อยผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงขนาดนี้หลุดมาได้อย่างไรมาตรฐานการตรวจคัดกรองอยู่ตรงไหน หากมีอะไรรุนแรงมากกว่านี้ใครเป็นคนรับผิดชอบมีคำถามมากมายที่ไม่สามารถพิมพ์หรืออธิบายออกมาได้ มันแน่น จุกจนพูดไม่ออก เหตุการณ์นี้ไม่มีการขอโทษใดๆจากการผิดพลาดครั้งนี้ ได้แต่บอกให้พวกเรารออย่างเดียว”

ทั้งนี้ ประเด็นนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลายในโลกโซเชียล มีทั้งฝ่ายที่ตำหนิการทำงานที่บกพร่อง และฝ่ายที่เข้าใจการทำงานของโรงพยาบาล เพราะหลายครั้งผู้ป่วยมีการปกปิดข้อมูล เช่น

“ตามปกติแล้ว รพ.ต้องคัดกรองแบบเข้มงวดนะก่อนขึ้นตึกแอดมิทต้องตรวจโควิดจนรู้ผลก่อน แล้วค่อยส่งคนป่วยขึ้นตึกและตึกผู้ป่วยรวมญาติห้ามเฝ้าห้องพิเศษญาติเฝ้าได้แค่คนเดียว และต้องตรวจโควิดด้วย มันควรเซฟทั้งคนป่วย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ไปด้วยนะ แต่นี้ทรงแลรุงรังไปหมด
“เดี๋ยวววววว รพ. มึงจะชุ่ยแบบนี้ไม่ได้นะ นอกจาก ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยแล้ว พวกคุณบุคลากร ก็เสี่ยงด้วยนะคะ ทำไมมักง่ายกันจัง”
“แน่ใจนะว่า รพ. มักง่าย หมอ พยบ เค้าก็กลัว ถ้าคนไข้ญาติไม่ยอมบอก จะตรัสรู้มั้ยว่ามันเป็นคนไข้เสี่ยง”
“บางเคสสวอปแล้วไม่ติดเอาขึ้นตึกพออยู่บนตึกตรวจอีกรอบติดเชื้อ ทำเอาพยาบาลติดเกิดบ่อยมากใน รพ.”
“คาดหวังเอาอะไรมากกับมันไม่ได้เลยโรงพยาบาลเนี้ย”
“ปัจจัยเยอะแยะ อย่าดีแต่ด่าถ้าไม่ได้อยู่หน้างาน ไม่เคยเจอพวกขี้โกหกสินะ เหอะ”

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีรายงานเพิ่มเติมว่าทางผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ได้สั่งการให้ สสจ.เร่งตรวจสอบกรณีดังกล่าวเป็นการด่วน ถึงกรณีดังกล่าวแล้วถ้ามีความคืบหน้าอย่างไรจะรีบรายงานเข้ามาทันทีขณะที่ทางโรงพยาบาลที่ถูกร้องเรียนก็ไม่ได้มีการออกมาชี้แจงประเด็นที่ถูกกล่าวถึงแต่อย่างใด

เดือดสนั่น! คลิปหมอไล่คนไข้กลับดอย ขอตรวจกลางดึก บอก “ใกล้ตายแล้วค่อยมา”

กลายเป็นประเด็นสุดร้อนในโลกออนไลน์ กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปเหตุการณ์หน้าห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ โดยผู้ถ่ายคลิปพาแม่ที่ป่วยมาจากดอย มาขอรับการตรวจรักษากลางดึก ด้วยอาการมีไข้ ท้องเสีย แน่นหน้าอก หนาวสั่น แต่เมื่อมาถึงที่ห้องฉุกเฉินตอนเวลาประมาณตี 1 แล้วแพทย์ไม่ยอมตรวจให้ บอกว่าไม่ใช่เคสเร่งด่วน แล้วยังไล่กลับบ้าน ทำให้ญาติต้องหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิป

โดยจากคลิปจะเห็นนายแพทย์ สวมเสื้อกาวน์กับเสื้อสีน้ำเงิน มีปากเสียงอยู่กับญาติคนไข้ โดยเริ่มจากการเดินออกมาถามว่าคนไข้คนไหน อยู่ที่ไหน ก่อนจะถามอีกว่า “เดินได้ไหม เดินได้อยู่ งั้นก็กลับไป” ญาติคนไข้ถามว่า “แล้วจะให้แม่ตายหรือ?” เพราะกว่าจะมาถึง รพ. มาถึงหมอไม่ตรวจอะไรเลยแล้วไล่กลับหมอก็ตอบว่าใกล้ตายก่อนแล้วค่อยมาพร้อมตะคอกเสียงดังว่าก็มันไม่ด่วนไงด่วนคือเป็นไข้ หายใจเร็ว เกือบตาย เจ็บอก จะคลอดลูก มีแค่นี้”

คลิปดังกล่าว มีความยาวประมาณ 6 นาที โดยผู้โพสต์ระบุข้อความว่า

คลิปนี้ไม่ใช่โรงพยาบาลแม่แตงนะคะต้องขอกราบขอโทษที่พูดชื่อโรงพยาบาลผิดเพราะความโมโหเลยทำให้พูดผิดค่ะใครที่เคยไปรักษาคงจะรู้ดีค่ะโรงพยาบาลอะไร เป็นหมอใจไม่รักการรักษาคนก็ไม่ต้องเป็นหมอ คลิปนี้ถ่ายเมื่อคืนตี1ค่ะ31/10/64ใครเคยเจอหมอ ออกมาแชร์เเสดงความเห็นค่ะว่าสมควรไหมคะ

ในเวลาต่อมา นางสาวจันทรา แสงจันทร์อายุ29ปีเจ้าของคลิปให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว จ.เชียงใหม่ผ่านวิดีโอคอลเล่าว่าเย็นวันที่30ตุลาคมแม่ของตนคือ นางอะเลมะ แสงจันทร์ อายุ 59 ปี ป่วยมีไข้ หนาวสั่น ท้องเสีย ทางครอบครัวได้มีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นและมีอาการไข้ขึ้นสูง จึงตัดสินใจพาแม่ลงดอยจากหมู่บ้านหนองแขม ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว ไปโรงพยาบาลเชียงดาว เพราะกลัวว่าหากปล่อยไว้นานอาจเป็นอันตราย

แต่เมื่อมาถึงโรงพยาบาลประมาณตีหนึ่งเธอได้เข้าไปติดต่อขอทำบัตรที่ห้องเบอร์1ตามที่เจ้าหน้าที่บอกแต่รอนานกลับไม่มีหมอมาตรวจเธอจึงถามว่าทำไมไม่มีหมอเจ้าหน้าที่บอกว่าหมออยู่ในห้องฉุกเฉินเธอจึงเดินเข้าไปตามบอกหมอ หมอถามว่าเป็นอะไร คนไข้อยู่ไหน เดินไหวไหม เธอบอกไหว ปรากฏว่าหมอตอบว่าให้กลับบ้านไป ซึ่งเธอก็ติดใจและถามกลับไปว่าทำไมไม่ตรวจอาการก่อน หมอก็บอกไม่และยืนยันให้กลับบ้าน จนเกิดการโต้เถียงกันตามคลิป

นางสาวจันทราบอกว่าไม่มีใครต้องการมาโรงพยาบาลถ้าไม่เจ็บป่วยจริงๆเพราะบ้านตนเองก็อยู่ไกลการเดินทางก็ลำบากใช้เวลากว่า1ชั่วโมงกว่าจะถึงโรงพยาบาลมองว่าหมอโรงพยาบาลต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนไม่ใช่มาพูดจาแบบนี้ถ้าเป็นหมอแล้วมาทำกับประชาชนแบบนี้ก็ไม่ต้องมาเป็นหมอ เธอเข้าใจว่า สถานการณ์โควิด 19 ทุกคนทำงานกันหนักและเครียด แต่อยากให้ช่วยพูดดี ๆ กับคนป่วย อธิบายให้เข้าใจก็ได้ว่าเพราะสาเหตุอะไรไม่ใช่ไล่กลับบ้าน

นางสาวจันทรา บอกด้วยว่า ไม่ขอโทษก็ไม่เป็นไร แต่ไม่อยากให้ไปทำแบบนี้กับใครและอยากให้โรงพยาบาลปรับปรุงคนอื่นก็มีหัวใจคนดอยก็มีหัวใจ ประชาชนไม่สบายก็ต้องไปหาหมอ ถ้าหมอไม่รักษาจะมีหมอไปทำไม

ด้านผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่ถูกกล่าวถึงในคลิปนั้น เปิดเผยเพียงว่า ยังไม่เห็นคลิปที่เกิดขึ้น เนื่องจากตนออกมาปฏิบัติหน้าที่ ที่โรงพยาบาลสนาม ใน จ.เชียงใหม่ แต่อย่างไรก็ตามจะขอตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดก่อนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ส่วนการแถลงชี้แจงนั้นจะให้ทางสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้ชีแจงในเรื่องนี้อีกครั้ง

ระดมค้นหาแม่ชี หายตัวนาน 3 วัน ก่อนหายบ่นว่าถูกวิญญาณก่อกวน สุดท้ายพบตัวในแท็งก์น้ำ

เมื่อวานนี้31 ตุลาคม 2564นายจิระชาติ ซื่อตระกูลนายอำเภอไชยปราการ จ.เชียงใหม่ได้รับแจ้งว่าแม่ชีพรรณอายุ56ปีหายตัวไปอย่างปริศนาตั้งแต่คืนวันที่ 29 ต.ค. 64 นาน 3 วัน ในพื้นที่ วัดป่าถ้ำผาผึ้ง ต.หนองบัว อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่

จากนั้นกู้ภัย ตำรวจ และเจ้าหน้าที่หลายภาคส่วน ช่วยปูพรมค้นหาแม่ชีพรรณ ท่ามกลางความหวังของครอบครัวว่าแม่ชีพรรณยังมีชีวิตอยู่

จากการสอบถามเพื่อนแม่ชีที่ปฏิบัติธรรมเล่าว่าแม่ชีพรรณได้มาปฏิบัติกรรมฐานโดยไม่กินอาหาร มาเป็นเวลา 7 วัน

ต่อมาช่วงเย็นวันที่ 29 ต.ค. 64 แม่ชีพรรณได้เข้ามาหา ด้วยร่างกายที่ซูบผอม และได้รับกินอาหารด้วยกันไปหนึ่งมื้อ เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ แม่ชีพรรณได้กลับกุฏิตนเองเพื่อไปพักผ่อน

หลังจากนั้นแม่ชีพรรณได้หอบที่นอนหมอนมุ้ง มาขอนอนด้วย โดยบอกว่า “มีภูตผีวิญญาณของชายหญิงคู่หนึ่งมาก่อกวน ทำให้นอนไม่ได้”

จนกระทั่งกลางดึก วันที่ 29 ต.ค. 64 แม่ชีพรรณ หายตัวปริศนาไปจากกุฏิ ทางวัดได้สอบถามญาติว่า แม่ชีพรรณกลับบ้านไปหรือไม่? แต่ญาติบอกว่า ไม่เห็นแม่ชีพรรณกลับมาที่บ้าน จึงคาดว่าแม่ชีพรรณอาจเดินหายไปในป่า จึงได้ช่วยกันออกตามหา

และทางวัดได้มีการแจ้งไปยังฝ่ายปกครองให้มาช่วยตามหา โดยทางญาติบอกว่า ได้ค้นดูในห้องแม่ชีพรรณที่บ้าน และในกุฏิ พบว่า มีจดหมายเขียนแบ่งมรดกและทรัพย์สินของแม่ชีพพรรณเอาไว้ แต่ไม่ทราบว่าจะเกี่ยวข้องกับการหายตัวไป ในครั้งนี้หรือไม่?

ล่าสุด เมื่อวานนี้ 31 ตุลาคม 2564 เวลา 13.30 น. กู้ภัยช่วยกันตามหา แม่ชีพรรณ จนไปพบอยู่ในแท็งก์น้ำ ใกล้กับสถานปฎิบัติธรรมวัดป่าถ้ำผาผึ้ง ซึ่งแม่ชีพรรณ อยู่ในสภาพอิดโรย ถามตอบไม่รู้เรื่อง เจ้าหน้าที่จึงได้ช่วยกันนำตัว ส่งโรงพยาบาลเพื่อเข้ารักษา และตรวจสภาพร่างกาย อย่างละเอียดอีกครั้ง

เวลคัมทูไทยแลนด์! กพท.เผย เปิดประเทศวันแรก นักท่องเที่ยว 26 ประเทศไหลเข้าไทย

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยถึงจำนวนการจองบัตรโดยสาร ของเที่ยวบินที่ทำการบินเข้าประเทศไทย วันที่ 1-5 พ.ย.2564 ซึ่งเป็นข้อมูลจำนวนการจองบัตรโดยสาร ณ วันที่ 29 ต.ค.2564 ว่า มีจำนวนผู้โดยสารต่างชาติที่ทำการจองบัตรโดยสารเตรียมเดินทางเข้าและออกประเทศไทย เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 21,316 คน แบ่งเป็นการเดินทางเข้า 15,037 คน และเดินทางออก 6,279 คน

โดยแบ่งปริมาณเป็นการเดินทางเข้าและออกของนักท่องเที่ยวตามวันดังนี้ วันที่ 1 พ.ย. จำนวน 5,745 คน, วันที่ 2 พ.ย. จำนวน 5,331 คน, วันที่ 3 พ.ย. จำนวน 3,893 คน, วันที่ 4 พ.ย. จำนวน 5,154 คน และ วันที่ 5 พ.ย. จำนวน 5,137 คน

นักท่องเที่ยวต่างชาติเหล่านี้เดินทางมาจาก 26 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ออสเตรเลีย, ฟิลิปปินส์, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, ฮ่องกง, เกาหลีใต้, อังกฤษ, เยอรมัน, ฝรั่งเศส, เบลเยี่ยม, เดนมาร์ค, สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์, ตุรกี, กาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, เนเธอร์แลนด์, อินเดีย, อิสราเอล, ออสเตรีย, รัสเซีย, จีน, ลาว และ คาซัคสถาน โดยมีปลายทางไปยัง 3 จังหวัดของไทยซึ่ง ส่วนใหญ่เดินทางมายัง กรุงเทพมหานคร รองลงมาคือภูเก็ต และ เชียงใหม่

ทั้งนี้ เป็นการโดยสารผ่านสายการบินทั้งไทยและต่างประเทศ รวมทั้งสิ้นจำนวน 27 สายการบินจากทั่วโลก ประกอบด้วย การบินไทย, เกาหลีแอร์ไลน์ ,เตอร์กิชแอร์ไลน์ , กาตาร์ แอร์เวย์, เอมิเรตส์ , ออล นิปปอน แอร์เวย์ ,สิงคโปร์แอร์ไลน์ เค.แอล.เอ็ม. รอยัล ดัทช์ แอร์ไลนส์ , แอร์ อินเดีย,

เอเดลไวส์แอร์ , ลุฟท์ฮันซ่า แอร์ฟรานซ์ ,ซิป แอร์ โตเกียว , สกู๊ต ไทเกอร์แอร์, อาเซียน่า แอร์ไลนส์ อิ๊งค์,การูด้า อินโดนีเซีย , เอทิฮัด แอร์เวย์ ,คาเธ่ย์ แปซิฟิก ,แอลอัล อิสราเอล, เจจู แอร์ ,ออสเตรียน แอร์ไลน์, เจแปน แอร์ไลน์ , อีวีเอ แอร์ แอโรฟลอต ,ไชน่า แอร์ไลน์ , สายการบินลาว และแอร์อัสตานา ufabet

By Kaelyn

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *