เสาร์. พ.ย. 27th, 2021

เชียงใหม่วิกฤต! มียอดผู้ติดเชื้อโควิดพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ทุบสถิติสูงสุดต่อวันแล้วที่ 412 ราย ล่าสุดวิกฤติเตียงของโรงพยาบาลสนามเริ่มหนักขึ้น เร่งปรับเปลี่ยนระดับการรับผู้ป่วยจากเตียงสีเขียว เป็นพื้นที่ดูแลรักษาผู้ป่วยเตียงสีเหลืองหรือผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง เพื่อบรรเทาความแออัดของผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาล พร้อมจัดตั้ง CI หรือศูนย์แยกกักของแต่ละอำเภอสำหรับกระจายผู้ป่วยสีเขียวไปดูแล

รายงานจากจังหวัดเชียงใหม่แจ้งว่า ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดที่เชียงใหม่อยู่ในระดับวิกฤติแล้ว เนื่องจากพบว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง และคลัสเตอร์ใหม่เพิ่มขึ้นกระจายไปทั่วพื้นที่ในหลายอำเภอด้วย ล่าสุดข้อมูลของวันที่ 21 ตุลาคม 2564 มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 412 ราย ถือว่าทุบสถิติสูงสุดมาตั้งแต่มีโควิดระบาดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่แล้ว เป็นผู้ติดเชื้อที่เดินทางจากต่างจังหวัด 5 ราย ประกอบด้วย กรุงเทพฯ จันทบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ และแม่ฮ่องสอน จังหวัดละ 1 ราย ส่วนผู้ติดเชื้ออีก 407 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในจังหวัด ทำให้ยอดรวมระลอกใหม่ตั้งแต่เดือน เมษายน 2564 มีผู้ติดเชื้อแล้ว 13,012 ราย

เชียงใหม่วิกฤต! ทั้งนี้ มีรายงานว่า ปัจจุบันที่โรงพยาบาลสนามเริ่มมีวิกฤติเรื่องเตียงไม่เพียงพอสำหรับรองรับผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ยวันละ 300-400 ราย ทำให้เกิดกรณีปัญหาที่ว่ามีการรับตัวผู้ติดเชื้อมาเพื่อทำการคัดกรอง และต้องรอเตียงนานหลายชั่วโมงจนถึงช่วงกลางดึก เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนให้โรงพยบาลสนามที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติให้เปลี่ยนมาเป็นพื้นที่รับผู้ป่วยอาการสีเหลือง ที่มีอาการสุ่มเสี่ยงจะวิกฤติ และให้แต่ละอำเภอตั้ง CI หรือศูนย์แยกกักแต่ละอำเภอ เพื่อรองรับผู้ป่วยอาการสีเขียวหรืออาการน้อยและไม่แสดงอาการ จึงทำให้คืนที่ผ่านมาเกิดปัญหามีผู้ที่รอคัดกรองและรอเตียงที่โรงพยาบาลสนาม ในช่วงที่แต่ละอำเภอยังคงเร่งเตรียมเตียงรองรับผู้ติดเชื้อที่จะถูกส่งไปกักตัว

บางรายถูกรับตัวมาแต่เช้ามารอคัดกรองและรอเตียงจนถึงค่ำมืด แต่ไม่มีอาหารรับประทานเนื่องจากยังไม่เข้าระบบที่เป็นผู้ป่วยมีเตียงในโรงพยาบาลสนาม บางรายก็แก้ปัญหาด้วยการสั่งอาหารผ่านไรเดอร์มาส่ง แต่บางรายก็สั่งไม่เป็นและติดต่อญาติที่อยู่ต่างอำเภอลำบาก จึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องของอาหารการกินที่มีไม่เพียงพอ

ในส่วนของโรงพยาบาลสนาม โดย พญ.กชพร อินทวงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงดาว ในฐานะรองผู้อำนวยโรงพยาบาลสนามจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ขณะนี้โรงพยาบาลสนามจังหวัดเชียงใหม่กำลังเตรียมการที่จะปรับสถานภาพของโรงพยาบาลสนามจังหวัดเชียงใหม่ จากเดิมที่เปิดรับดูแลผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวที่ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย ให้เป็นสถานที่สำหรับดูแลผู้ป่วยกลุ่มสีเหลืองหรือกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการปานกลาง

ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนเตียงสำหรับดูแลผู้ป่วยกลุ่มสีเหลืองตามโรงพยาบาลต่างๆ เริ่มไม่เพียงพอต่อการรองรับผู้ป่วยที่มีจำนวนมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มจำนวนเตียงสำหรับผู้ป่วยในกลุ่มนี้ เพราะการดูแลผู้ป่วยกลุ่มสีเหลืองถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการรักษาอาการของผู้ป่วย เนื่องจากเป็นผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการทางปอด จำเป็นต้องให้ยารักษา ให้น้ำเกลือ ให้ออกซิเจน ต้องมีการเอ็กซเรย์ปอดอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์และพยาบาล หากไม่ได้รับการรักษาหรือได้รับการดูแลไม่ดี อาจจะทำให้ผู้ป่วยกลุ่มสีเหลือง มีอาการป่วยที่รุนแรงขึ้นจนกลายเป็นผู้ป่วยสีส้ม และสีแดง หรือผู้ป่วยอาการหนักถึงหนักมากได้ตามลำดับ และอาจจะส่งผลต่อชีวิตของผู้ป่วยได้

สำหรับแนวทางในการปฏิบัตินั้น จะทำการปรับเปลี่ยนพื้นที่ในโรงพยาบาลสนามจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งปกติมีเตียงผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว หรือผู้ป่วยที่แข็งแรงและไม่มีอาการ จำนวน 1,500 เตียง ให้กลายเป็นพื้นที่ดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มสีเหลือง จำนวน 150 เตียงแทน โดยวานนี้ (21 ต.ค.) ได้เริ่มจัดพื้นที่รองรับผู้ป่วยกลุ่มสีเหลืองเป็นวันแรกแล้วในเบื้องต้น จำนวน 50 เตียง โดยมีผู้ป่วยสีเหลืองทยอยเข้ามารักษาแล้วกว่า 30 ราย

ทั้งนี้ ทางโรงพยาบาลสนามยังมีผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวคงค้างอยู่ในโรงพยาบาลสนามอีกประมาณ 1,000 เตียง ซึ่งหลังจากนี้จะเริ่มคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวที่เหลืออยู่ หากมีอาการแข็งแรงและผ่านการรักษาตัวครบ 10 วันแล้ว จะส่งไปกักตัวต่อที่ศูนย์พักคอยในแต่ละชุมชนหรือที่บ้าน

เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องตามแนวทางของแพทย์ จากนั้นจะปรับเปลี่ยนเตียงที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้เป็นเตียงสำหรับรักษาผู้ป่วยกลุ่มสีเหลืองอีก 100 เตียง จนครบ 150 เตียง ตามกำหนด ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในวันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับการระบายผู้ป่วยสีเขียวออกไปได้มากน้อยเพียงใดด้วย ufabet

นอกจากนี้ พญ.กชพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการรักษาพยาบาลพบว่าการดูแลผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวหรือผู้ป่วยที่แข็งแรงไม่มีอาการ 10 คน จะเท่ากับการดูแลผู้ป่วยสีเหลืองหรือผู้ป่วยที่มีอาการทางปอด 1 คน ดังนั้น สิ่งที่มีความจำเป็นที่สุดในขณะนี้ คือ บุคลากรทางการแพทย์ที่จะดูแลรักษาผู้ป่วยในกลุ่มสีเหลือง

ซึ่งปกติแล้วการดูแลผู้ป่วยสีเขียว 1,500 คน ที่โรงพยาบาลสนามจังหวัดเชียงใหม่จะใช้แพทย์ 2 คน และพยาบาล เจ้าหน้าที่ ดูแลผู้ป่วยผลัดละ 10 คน แต่เมื่อเปลี่ยนกลุ่มการรักษาเป็นผู้ป่วยสีเหลือง 150 คน จะต้องใช้พยาบาลและเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างน้อย 20-30 คน ใช้แพทย์อย่างน้อย 4 คน และแพทย์เฉพาะทางอีก 1 คน

สธ.ย้ำฉีดไฟเซอร์ 2 เข็ม สู้เดลตาได้ ลุ้นฉีดเข็ม 3 ให้กลุ่มซิโนฟาร์มครบ 2 โดส

กรมควบคุมโรค ย้ำฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็ม ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันสู้สายพันธุ์เดลต้าได้ดีกว่า ผลข้างเคียงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบในเด็กผู้ชาย โอกาสเกิด 6 ต่อ 100,000 คน และหายได้เอง เผยรอ รพ.จุฬาภรณ์ ส่งข้อมูลการศึกษาที่ผู้ได้รับซิโนฟาร์มครบ 2 โดส ต้องได้รับการฉีดเข็ม 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

วานนี้ (21 ตุลาคม 2564) ที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงว่า สถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) แนวโน้มผู้ป่วยหายมากกว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ วันนี้มีผู้ป่วยหาย 10,075 คน ผู้ป่วยที่มีอาการหนักก็มีจำนวนลดลงเหลือ 2,687 คน สอดคล้องกับผู้ที่มีอาการหนักมากหรือใส่ท่อช่วยหายใจขณะนี้ 603 คน ผู้เสียชีวิต 73 คน ส่วนผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 9,727 คน

ทั้งนี้ การระบาดของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ต้องระวังพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งมีการตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ศบค.ส่วนหน้าภาคใต้ อีกทั้งกรมควบคุมโรคได้ส่งวัคซีนลอตแรกแล้ว 500,000 โดส ในสัปดาห์นี้ จะส่งอีก 500,000 โดส เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดให้ได้รวดเร็วที่สุด สำหรับจังหวัดอื่นๆ ที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดคือ เชียงใหม่ ขอนแก่น นครศรีธรรมราช ตาก ระยอง และจันทบุรี

นพ.โอภาส กล่าวถึงความคืบหน้าการฉีดวัคซีนโควิด 19 ว่า วันนี้มีการฉีดวัคซีน 915,956 โดส ยอดฉีดวัคซีนสะสมอยู่ที่ 68,503,058 โดส มีผู้ได้รับวัคซีนเข็ม 1 แล้วร้อยละ 54.2 และฉีดวัคซีนแล้ว 2 เข็ม ร้อยละ 38 เชื่อว่าภายในสัปดาห์หน้าจะเกินเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ที่ 70,000,000 โดส และจะฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ 100,000,000 โดส ไม่เกินต้นเดือนธันวาคมนี้

ซึ่งภายหลังจากการเปิดพื้นที่สีฟ้าไปแล้ว 4 จังหวัด เพื่อนำร่องการท่องเที่ยว ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ พังงา ระนอง และระยะถัดมาจะเปิดอีก 16 จังหวัด ในเดือนพฤศจิกายน โดยได้ส่งวัคซีนลงไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ในเดือนพฤศจิกายนจะมีวัคซีนเข้ามา 25,000,000 โดส ประกอบด้วย แอสตร้าเซนเนก้า 15,000,000 โดส และไฟเซอร์ 10,000,000 โดส ส่วนซิโนแวคคาดว่าจะฉีดได้อย่างเพียงพอให้กับประชาชนภายในเดือนนี้

นอกจากนี้ นพ.โอภาส กล่าวต่อไปว่า การฉีดวัคซีนให้กับเด็กนักเรียนได้ดำเนินการไปตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม ขณะนี้ฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนแล้ว 2,000,000 โดส สำหรับความกังวลในเรื่องของความปลอดภัยและประสิทธิภาพนั้น ในการประชุมคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคพิจารณาแล้วว่า วัคซีนไฟเซอร์ที่นำมาฉีดให้เด็กนักเรียนอายุ 12-18 ปี ต้องฉีด 2 เข็มจึงจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่เพียงพอต่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลตา

ส่วนความกังวลเรื่องการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ผู้เชี่ยวชาญได้ประชุมหารือกันพบว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลข้างเคียง แต่อาการที่เกิดขึ้นนั้นค่อนข้างน้อย หากเทียบกับเด็กที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาแล้วเกิดการอักเสบทั่วร่างกาย (MIS-C) รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อาการจากโรคจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่าการฉีดวัคซีน

อีกทั้งผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนมักจะหายเองได้ จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็ม 2 ในเด็กผู้ชายต่อไป แต่ให้เป็นไปตามความสมัครใจ ขึ้นกับความประสงค์ของผู้ปกครองและนักเรียน รวมทั้งแนะนำให้งดออกกำลังกายหนักภายหลังได้รับวัคซีนเป็นเวลา 7 วัน หากมีภาวะใจสั่น หายใจไม่อิ่ม หอบเหนื่อย ให้รีบพบแพทย์

“เมื่อวานมีกุมารแพทย์โรคหัวใจในเด็กได้สรุปเรื่องการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในเด็ก ใช้คำจำง่ายว่า 3 R คือ 1. Real การเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังการฉีดวัคซีน mRNA โดยเฉพาะเข็ม 2 มีโอกาสเกิดมากขึ้นในเด็กผู้ชายอายุ 12-16 ปี 2. Rare ถึงแม้ว่าจะเกิดแต่โอกาสเกิดมี 6 ต่อ 100,000 คน ถ้าเปรียบเทียบกับเด็กที่ติดเชื้อโควิดแล้วเกิดการอักเสบทั่วร่างกาย รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

3. Recovery เด็กที่เกิดผลข้างเคียงอาการจะไม่มาก เจ็บหน้าอก เหนื่อยบ้างไม่รุนแรง ที่ผ่านมาเจอ 3-4 ราย จะหายได้เอง บางรายรักษาโดยการกินยาแก้อักเสบก็หายได้ โอกาสหายเองมีมากถึง 90% ถ้าเทียบกับการอักเสบของการติดเชื้อโควิด 19 โอกาสหายมีแค่ 50% คณะผู้เชี่ยวชาญจึงเห็นพ้องต้องกันว่า ให้ฉีด 2 เข็ม แต่ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้ปกครอง” นพ.โอภาส กล่าว

อย่างไรก็ตาม นพ.โอภาส กล่าวถึงแนวทางการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับผู้ที่ได้รับวัคซีนซิโนฟาร์มครบ 2 เข็ม ว่า กำหนดการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นคาดว่าจะเป็นช่วงปลายพฤศจิกายนและต้นเดือนธันวาคม ทางคณะอนุกรรมการฯ ขอให้ทางโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ส่งเอกสารหลักฐานที่มีการศึกษาพบว่าจำเป็นต้องฉีดเข็มกระตุ้นเนื่องจากภูมิคุ้มกันลดลง เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบก่อนจะพิจารณาและประกาศฉีดวัคซีนต่อไป

By Kaelyn

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *