เสาร์. พ.ย. 27th, 2021

สาวท้องถูก แท็กซี่พุ่งชน ตายทั้งกลม สามีโวย ภรรยารออยู่ในรถฉุกเฉินนาน 40 นาที เพราะเจ้าหน้าที่ถามหา บัตรประชาชน ไม่รีบนำส่งโรงพยาบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (27 ต.ค.) ที่สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลศิริราช ญาติเข้ารับศพ นางสาวนลิน วัย 21 ปี ซึ่งเสียชีวิตระหว่างตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน หลังจากถูกรถ แท็กซี่พุ่งชน หน้าตลาดบางแค ถนนเพชรเกษมฝั่งขาออก เมื่อคืนวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยญาติซึ่งมีเชื้อสายจีน นำเอาชาโรยในโลงศพ ก่อนที่จะปูกระดาษเงินกระดาษทอง แล้วจึงนำร่างมาบรรจุใส่โลง ส่วนโลงเด็ก ทางญาติได้นำเบาะ ขวดนม และของเล่นมาใส่ไว้

ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ทั้งแม่ของผู้เสียชีวิตและสามี ต่างทำใจยอมรับไม่ได้ และระหว่างที่นำร่างลูกออกมา นายชนายุทธ หรือ ปาย อายุ 22 ปี สามีของผู้เสียชีวิต ถึงกับเข่าอ่อน ก่อนร้องไห้ออกมา และพูดว่า “เป็นลูกสาวจริงๆ ด้วย” ก่อนจะเดินไปดูหน้าลูกเป็นครั้งสุดท้าย โดยตลอดการทำพิธีนายปาย แทบล้มทั้งยืน และร้องไห้ด้วยความเสียใจ

นายชนายุทธ หรือ ปาย สามีของผู้เสียชีวิต เล่าว่า วันเกิดเหตุตนเองและภรรยาที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ออกไปเพื่อรับประทานอาหาร และจะเดินทางไปพบหมอเนื่องจากภรรยามีอาการปวดท้อง ระหว่างที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ถึงบริเวณสะพานตลาดบางแคได้มีสุนัขวิ่งตัดหน้า ทำให้รถของตนเองชนสุนัขกระทั่งเสียหลัก ufabet

ตนเองกระเด็นตกมาอยู่เลนฝั่งด้านซ้าย ขณะที่ภรรยากระเด็นตกไปอยู่ฝั่งเลนกลางด้านขวา ซึ่งตนเองรีบวิ่งพยายามที่จะไปช่วยเหลือได้ยื่นมือจะดึงภรรยาออกจากบริเวณกลางถนน แต่ไม่สามารถช่วยได้ทัน

เพราะระหว่างนั้นมีรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน 9557 กทม. สีส้ม วิ่งมาด้วยความเร็วสูงพุ่งชน และลากร่างภรรยาของตนเองไปกว่า 100 เมตร พร้อมกับทับไปที่ร่างภรรยาของตนเอง ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ก่อนที่แฟนของตนเองจะกระเด็นหลุดออกมา แต่แท็กซี่คันก่อเหตุยังไม่ยอมหยุด ก่อนที่จะมีรถจักรยานยนต์ของพลเมืองดีวิ่งไปขวางหน้ารถแท็กซี่จนถูกจับกุมได้ในที่เกิดเหตุ

ขณะที่ตนเองได้พยายามเข้าไปช่วยภรรยาที่นอนร้องครวญครางซึ่งมีบาดแผลบริเวณแขนซ้ายหักผิดรูป ดั้งจมูกหัก มีรอยถลอกตามตัว พร้อมกับเอามือกุมไว้ที่หน้าท้องด้วยความเป็นห่วงลูกที่อยู่ในครรภ์

ต่อมาได้มีหน่วยกู้ภัยเข้ามาช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น แต่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายภรรยาของตนเองที่บาดเจ็บสาหัสและตั้งครรภ์ไปส่งโรงพยาบาลได้ ต้องรอให้รถฉุกเฉินที่มีเครื่องมือในการช่วยชีวิตเข้าให้การช่วยเหลือ

แต่เมื่อรถฉุกเฉินมาถึงได้นำภรรยาของตนเองขึ้นรถแต่ยังไม่ได้ส่งไปโรงพยาบาลโดยทันที โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าหากไม่มีบัตรประชาชนยังไม่สามารถที่จะนำส่งได้ ตนจึงต้องโทรศัพท์บอกญาติให้มาที่จุดเกิดเหตุเพื่อเอากุญแจห้องไปไขเอาเอกสาร และกลับมาที่เกิดเหตุอีกครั้ง ทำให้ภรรยาของตนเองที่มีอาการสาหัสต้องนอนอยู่บนรถฉุกเฉินกว่า 40 นาที ก่อนที่จะนำตัวไปส่งยังโรงพยาบาลตามสิทธิ์ของภรรยาตนเอง

แต่เมื่อไปถึงภรรยาได้หมดลมหายใจแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่พยายามช่วยปั๊มหัวใจ แต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตภรรยาและลูกของตนเองที่อยู่ในท้องได้ จึงตั้งข้อสงสัยว่าหากรถฉุกเฉินตัดสินใจนำภรรยาของตนเองส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงอาจจะทำให้ภรรยาของตนเองไม่เสียชีวิต

ด้าน นางนงนภัส อายุ 59 ปี แม่ของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า อยากให้ลูกและหลานมีชีวิตเหมือนเดิม ไม่อยากให้ถึงแก่ความตาย ตนรักลูกและหลานที่กำลังจะเกิดมาก แต่เมื่อถึงอายุขัยของเขาแล้วก็ขอให้ไปอยู่ในภพภูมิที่ดี ชาติหน้าขอให้เกิดมาเป็นแม่ลูกกันอีก พร้อมกับยืนยันว่าจะเรียกร้องให้ผู้ที่ขับรถชนลูกสาวรับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้นทุกอย่าง

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวน สน. หลักสอง เปิดเผยว่า ในส่วนของคดีอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิด พร้อมด้วยพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ และรอผลทางนิติวิทยาศาสตร์ของการผ่าชันสูตรศพ และจะเรียกทั้งผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่มีผู้เสียชีวิตและคนขับรถแท็กซี่เข้าให้ปากคำ ก่อนที่จะสามารถสรุปและแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป

เอาเรื่องถึงที่สุด! ภรรยาผู้เสียชีวิตแจ้งความชายเมากร่างขวางรถพยาบาลแล้ว

ภรรยาผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชายเมากร่างขวางหน้ารถพยาบาล เข้าแจ้งความแล้ว ยืนยันเอาเรื่องถึงที่สุด

จากกรณีชายคนหนึ่งขับรถปาดรถพยาบาลของโรงพยาบาลสมุทรปราการ เพราะสงสัยว่าเปิดสัญญาณฉุกเฉินวิ่งทำไม มีคนเจ็บอยู่บนรถจริงหรือไม่ ก่อนจะขับตามไปจริงถึงบ้านของผู้ป่วย ด้านเจ้าหน้าที่พยายามปั๊มหัวใจช่วยชีวิตผู้ป่วย แต่เป็นที่น่าเศร้าว่าผู้ป่วยรายนี้ได้เสียชีวิตลงหลังจากถึงโรงพยาบาลได้ไม่กี่นาที เหตุเกิดเวลา 23.00 น. คืนวานนี้ (21 ธ.ค.)

หนุ่มเมาหาเรื่องรถพยาบาล ตามเจ้าหน้าที่ไปดูคนป่วยถึงบ้าน สุดท้ายยื้อชีวิตไม่ทัน (คลิป)
ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงสายวันนี้ (22 ธ.ค.) นางณัฐฐินันท์ อายุ 46 ปี ภรรยาของนายประชา ผู้เสียชีวิต พร้อมด้วยญาติพี่น้องได้เดินทางเข้าพบ ร.ต.ท.ชัชวาล กุลกำลัง รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองสมุทรปราการ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ทำการสอบสวนดำเนินคดีกับ นายสัมฤทธิ์ อายุ 38 ปี พนักงานโรงงานเอกชน ที่เป็นต้นเหตุทำให้รถพยาบาลมารับสามีตนช้า จนทำให้สามีเสียชีวิต โดยยืนยันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

นางณัฐฐินันท์ ได้เล่าเพียงสั้นๆ ว่า ก่อนเกิดเหตุในช่วงหัวค่ำของวานนี้ (21 ธ.ค.) หลังจากที่สามีตนเลิกงานมาก็มานั่งกินข้าวกัน ก่อนที่จะเข้าไปนอนจนกระทั่งเวลาเกือบ 4 ทุ่ม ตนสังเกตเห็นสามีนอนลักษณะคล้ายชักกระตุกเหมือนหายใจไม่ออก ตนจึงเข้าไปเรียก แต่สามีไม่ตื่น ตนจึงปั๊มหัวใจให้ ก่อนที่ญาติจะโทรขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กู้ชีพ

จนกระทั่งมีเจ้าหน้าที่อาสามาช่วยปั๊มหัวใจและประสานรถของโรงพยาบาลสมุทรปราการ ให้มารับไปส่งโรงพยาบาลเนื่องจากสามีตนอยู่ในภาวะวิกฤต

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นัดให้ นางสาวสุเบญจา พยาบาลวิชาชีพ และบุคคลที่อยู่ภายในรถโรงพยาบาลคันที่เกิดเหตุเข้าให้ปากคำเพิ่มเติม

ขณะที่ นายขัน อายุ 49 ปี พี่เขยของผู้เสียชีวิต ได้ออกมายืนยันว่าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการในเรื่องของกฎหมายเพื่อให้เป็นกรณีตัวอย่าง และอยากฝากเตือนในเรื่องของขับขี่รถ ถึงจะเมาหรือไม่เมา ทุกคนต้องมีสติ ถ้าไม่มีสติขับรถกลับมาไม่ได้ ต้องมีสติและความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่มาทำแบบนี้ สังคมเขาเดือดร้อน ทุกคนเขาเดือดร้อน เขามีครอบครัวเขามีลูกที่ต้องเลี้ยงดู ขาดเสาหลักไปก็ลำบาก

ทั้งนี้ อยากฝากคนที่ขับรถทุกคนเมื่อเห็นรถพยาบาลเปิดไฟไซเรนและเปิดเสียงขอทางช่วยกรุณาหลบให้ทางให้หน่อยชีวิตมีค่า สองสามนาทีก็มีค่า

ส่วนศพของ นายประชา ผู้เสียชีวิต ในวันนี้จะเดินทางไปรับศพที่โรงพยาบาลตำรวจ และจะนำกลับไปตั้งสวดพระอภิธรรมที่บ้านเกิดในจังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนจะสวดกี่วันนั้นต้องรอปรึกษากับญาติๆ ดูอีกที

สลด กล้องวงจรปิดจับภาพลุงขับแท็กซี่วูบดับคารถ ห่างจากบ้านแค่ 50 เมตร

ลุงขับแท็กซี่วูบเสียชีวิตคารถ จอดห่างจากบ้านแค่ 50 เมตร กล้องวงจรปิดจับภาพขณะรถจอดไว้ได้

ร.ต.อ.พรเจตต์ พร้อมมูล ร้อยเวรสอบสวนสภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ได้รับแจ้งเหตุพบคนขับรถแท็กซี่ นอนเสียชีวิตภายในรถภายในชุมชนเดชาพัฒนา ซอยพหลโยธิน 87 แยก 6 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี จึงไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยพ.ต.ท.ชาติ แสงวงศ์ สว.สส.สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เจ้าหน้าที่สืบสวนสภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิปอเต็กตึ้ง

ที่เกิดเหตุพบรถแท็กซี่ยี่ห้อโตโยต้าสีเขียว-เหลือง หมายเลขทะเบียน 9335 กรุงเทพมหานคร บริเวณที่นั่งคนขับพบผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย ซึ่งเป็นคนขับรถแท็กซี่ทราบชื่อ นายจาด อายุ 61 ปี ตรวจสอบตามร่างกายไม่พบบาดแผล

จากการสอบถาม นางสาวนวพร อายุ 58 ปี ภรรยาผู้เสียชีวิต บอกว่า สามีออกไปขับแท็กซี่ตอนไหนตนเองไม่ทราบ เพราะนอนกันอยู่คนละชั้น ซึ่งบ้านห่างจากที่จุดจอดรถประมาณ 50 เมตร ช่วงบ่ายๆ ตนเองเห็นว่ารถสามีจอดนานแล้ว แต่สามีไม่ลงมาจากรถ

ตนจึงบอกให้ลูกชายมาตาม แต่ก็มาพบว่าพ่อนอนเสียชีวิตอยู่ในรถตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตนจึงไปขอดูกล้องวงจรปิดเพื่อนบ้านก็พบว่ารถแท็กซี่ของสามีขับมาจอดประมาณ 10.50 น. และสามีก็ไม่ลงมาจกรถอีกเลย สามีไม่มีโรคประจำตัวอะไร

ด้าน ร.ต.อ.พรเจตต์ พร้อมมูล ร้อยเวรสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ หลังจากตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้วจึงบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน และได้ให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนำผู้เสียชีวิตส่งนิติเวชโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ เพื่อตรวจสอบการเสียชีวิตอีกครั้ง

หนุ่มใหญ่ดับปริศนา ให้รปภ.คอนโดเรียกแท็กซี่ รถมา-เอนกายลงเบาะ เสียชีวิตทันที

หนุ่มใหญ่ วัย 49 ปี เสียชีวิตปริศนาคาแท็กซี่ เจ้าหน้าที่ต้องสวมชุด PPE ส่งร่างชันสูตรติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 ก.ค.) เมื่อเวลา 12.00 น. ร.ต.อ.นิพนธ์ พลสวัสดิ์ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.รัตนาธิเบศร์ รับแจ้งเหตุชายเสียชีวิตภายในรถแท็กซี่บริเวณคอนโดแห่งหนึ่ง ถนนรัตนาธิเบศร์ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี

ที่เกิดเหตุบริเวณชั้นล่างของอาคาร B ในคอนโดดังกล่าว พบรถแท็กซี่ สีเขียวเหลือง ยี่ห้อโตโยต้า อัลติส หมายเลขทะเบียน 7109 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ในลักษณะ ประตูด้านหลังเปิดอ้า มีชายนอนเสียชีวิต อยู่บริเวณเบาะหลัง

ทราบชื่อต่อมาคือ นายเจษฎา อายุ 49 ปี ชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา ตามร่างกายไม่พบร่องรอยบาดแผลใดๆ เจ้าหน้าที่ต้องสวมชุด PPE ทำการชันสูตร ร่างผู้เสียชีวิต เพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19

จากการสอบถาม รปภ. ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียชีวิตได้เดินลงมาจากอาคารที่พัก พร้อมบอกให้รปภ.เรียกรถแท็กซี่ให้ด่วน เพราะรู้สึกเหนื่อยหายใจไม่ออก ระหว่างรอแท็กซี่อยู่นั้นผู้ตายได้นั่งพักบริเวณอาคารหน้าคอนโด เมื่อแท็กซี่เข้ามาจอดจึงได้รีบเปิดประตู หลังเข้าไปนั่งจากนั้นก็ล้มเอนกายลงและเสียชีวิตทันที

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้มูลนิธินำร่างส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพื่อทำการชันสูตรอย่างละเอียด ว่าผู้ตายเสียชีวิตจากสาเหตุใด และมีการติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่

By Kaelyn

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *